วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
กิเลนถลุงท่าเรือ ย้ำแค้นถ้วยก. ปลาทูแรงขึ้นที่3
ศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก 2010 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา ดวลแข้งกัน 3 คู่ 3 สนาม โดยคู่ไฮไลท์อยู่ที่สนามศุภชลาศัย ซึ่งเป็นการรีแมตช์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ระหว่าง “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือไทย เอฟซี ที่ยังอยู่ระหว่างการโดนลงโทษแบนห้ามใช้สนามเหย้าแพทสเตเดี้ยมของตัวเอง 3 แมตช์ หลังกองเชียร์ก่อเหตุวุ่นวายทำร้ายร่างกายแฟนบอลเมืองทองฯ ในฟุตบอลถ้วย ก. เมื่อช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบกับ แข้ง “กิเลนผยอง”เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ที่เคยเอาชนะท่าเรือมาได้ 2-0 ในศึกชิงบอลถ้วย ก. นัดอื้อฉาวดังกล่าว
เปิดฉากเกมในครึ่งแรกเป็น สิงห์เจ้าท่า ที่ทำเกมรุกเข้าใส่แนวรับเมืองทองฯ อย่างดุดัน และนาทีที่ 4 ก็ออกนำไปก่อนอย่างรวดเร็วจากจังหวะที่ สมปอง สอเหลบ กระชากลูกขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนปาดเข้ากลางให้ เอกชัย สำเหร่ ซัลโวบอลในระยะเผาขนเข้าไปตุงตาข่าย ให้ท่าเรือขึ้นนำ 1-0 ซึ่งการชาร์จของเอกชัยในลูกนี้ทำให้ “เจ้าตอง” กวิน ธรรมสัจจานันท์ ยอดนายทวารของทีมกิเลนผยอง ร่วงลงไปกองกับพื้นสนามเล่นต่อไม่ไหวต้องหามส่งโรงพยาบาล ทำให้เมืองทองฯต้องส่งประตูสำรอง ทนงศักดิ์ พันภิพัฒน์ ลงมาเฝ้าเสาแทน
จากนั้นท่าเรือยังลุยหนัก ใหญ่ นิลวงษ์ กับ “โจ้ห้าหลา” ศรายุทธ ชัยคำดี มีโอกาสทำประตูเพิ่ม แต่บอลหลุดกรอบไปหมด กระทั่งในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก เมืองทองฯยูไนเต็ด ก็มาตีเสมอได้สำเร็จ จากลูกที่ “เจ้าโก้” ดัสกร ทองเหลา ตะบันลูกไกลกว่า 30 หลา บอลแฉลบกองหลังสิงห์เจ้าท่าเข้าประตูไป จบครึ่งแรกสกอร์เสมอกัน 1-1
ครึ่งหลังทั้งสองทีมเปิดเกมบุกใส่กันอย่างดุเดือดจนผู้ตัดสิน ชัยยะ มหาปราบ ต้องเป่าเบรกเกมหลายครั้ง จนมาถึงนาทีที่ 60 ทีมกิเลนผยอง ก็มาได้ประตูนำเป็น 2-1 จากลูกที่ คริสเตียน คัวคู ได้บอลหลุดเข้าไปกระดกข้ามหัวนายทวาร ภัทรกร ตั้งอนุรัตน์ บอลไปชนคานกระดอนออกมาเข้าทางปืนของ แดกโน เซียกา ซำ้เข้าไปไม่เหลือ แล้วนาทีที่ 81 เมืองทองฯ มาได้ลูกจุดโทษในจังหวะที่ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา โดนกองหลังท่าเรือดึงล้มในเขตโทษ และเป็น แดกโน เซียก้า รับหน้าที่สังหารเข้าไปเป็น 3-1
เท่านั้นยังไม่พอ ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 94 ทีมกิเลนผยองมาได้ประตูที่สี่จาก คริสเตียน คัวคู ให้เมืองทองฯยำ้ชัยชนะเด็ดขาด 4-1 เหนือ การท่าเรือไทย เอฟซี ทำสถิติคว้าชัยชนะ 3 นัดรวด มี 9 แต้มเท่ากับจ่าฝูง ชลบุรี เอฟซี แต่ประตูได้เสียเป็นรองจึงยังรั้งอันดับ 2
ส่วนที่สนาม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต นักเตะโปลิศ เพื่อนตำรวจ เปิดสนามเหย้ารับการมาเยือนของทีม “ปลาทูคะนอง” สมุทรสงคราม เอฟซี โดยครึ่งแรกทั้งคู่โม่เกือกกันสูสี แต่เป็นทีมเยือน สมุทรสงคราม ที่ได้ประตูขึ้นนำจากการยิงของ สิทธิพันธ์ ชุ่มช่วย นาทีที่ 43 ก่อนที่ครึ่งหลัง พานุวัฒน์ ยิ้มสง่า จะมาซัลโวให้แข้งปลาทูหนีห่างเป็น 2-0 ในนาทีที่ 65 ขณะที่เพื่อนตำรวจ มาไล่เป็น 1-2 ในช่วงก่อนหมดเวลา 5 นาทีแต่ไม่ทันการณ์ จบเกม สมุทรสงคราม เอฟซี บุกมาคว้าชัยชนะเหนือ เพื่อนตำรวจ 2-1 บวกเพิ่มเป็น 9 แต้มจาก 4 นัด เท่ากับ ชลบุรี และ เมืองทองฯยูไนเต็ด แต่ประตูได้เสียเป็นรองจึงอยู่อันดับ 3
สุดท้ายที่สนามกองทัพบก ทีม “ตรากงจักร” ทหารบก แพ้คาบ้านให้กับ “โลมามหาภัย” พัทยา ยูไนเต็ด 0-2 โดย พัทยา ได้ 2 ลูกในช่วงท้ายครึ่งหลัง จาก ปฏิพน เพชรวิเศษ นาทีที่ 86 และ รังสฤทธิ์ สุทธิสา ยิงปิดท้ายช่วงทดเจ็บ นาทีที่ 92 ทำให้ มหารบก ยังคงจมบ๊วยอยู่ก้นตาราง โดยลงเตะไปแล้ว 4 นัดมีแต้มเดียว
สรุปอันดับคะแนนหัวตารางของฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ล่าสุด อันดับ 1 ชลบุรี เอฟซี เตะ 3 นัด 9 แต้ม (ได้ 10 เสีย 2) อันดับ 2 เมืองทองฯ ยูไนเต็ด 3 นัด 9 แต้ม (ได้7 เสีย 2) อันดับ 3 สมุทรสงคราม เอฟซี เตะ 4 นัด มี 9 แต้ม (ได้ 5 เสีย 4) อันดับ 4 ทีโอที-แคท เอฟซี เตะ 3 นัด มี 7 แต้ม อันดับ 5 พัทยา ยูไนเต็ด เตะ 3 นัด มี 6 แต้ม
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เสือใต้ฝืดเจ๊าห้างยา1-1, ชาลเก พ่าย
ศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เกมคู่บิ๊กแมตช์ อยู่ที่สนามไบ อารีนา เจ้าบ้านทีม "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมอันดับสามในตาราง รับศึกหนักกับจ่าฝูง "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิก
แต่กว่าที่ประตูแรกของเกมจะเกิดขึ้น ก็ต้องรอจนถึงครึ่งหลัง ในนาที 51 เมื่อ กอนซาโล คาสโตร ไปทำฟาลว์ ฟรองค์ ริเบรี ในเขตโทษ ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นจุดโทษ แล้วเป็น อาร์เยน ร็อบเบน ที่เพิ่งยิงประตูช่วยทีมผ่านเข้ารอบแชมเปียนส์ลีก มาหมาดๆ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ให้ เสือใต้ ขึ้นนำ 1-0
อย่างไรก็ตาม เจ้าบ้านไม่ต้องรอนานนัก ในการไล่ตีเสมอ จากลูกชุลมุนหน้าประตู ที่ โทนี โครส ซัดฟรีคิกจังหวะแรกไปชนเสา บอลมาถึง สเตฟาน คีสลิงก์ ยิงซ้ำ แต่ยังติดแนวรับบาเยิร์น ก่อนมาเข้าทาง อาร์ตูโร วิดาล ซ้ำดาบสามเข้าไปไม่เหลือ เจ้าถิ่นตีคืนเป็น 1-1 ส่วนช่วงที่เหลือ ทั้งสองทีมทีมทำประตูกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม เลเวอร์คูเซน เสมอกับ บาเยิร์น มิวนิก ไป 1-1
ขณะที่อีกหนึ่งเกมคู่สำคัญ ฮันโนเวอร์ 96 เฝ้ารังพบ "ราชันสีน้ำเงิน" ชาลเก 04 โดยคู่นี้ผลปรากฏว่า พลิกล็อกมโหฬาร เมื่อเจ้าถิ่นที่เป็นทีมรองบ๊วยของตาราง กลับเป็นฝ่ายไล่ยำ รองจ่าฝูงอย่าง ชาลเก ไป 4-2 โดย ฮันโนเวอร์ นำห่าง 2-0 ตั้งแต่ครึ่งแรกของเกม จากการทำเข้าประตูตัวเองของ ไฮโค เวสเตอร์มันน์ นาที 17 และ ดิดีเยร์ ยา โกน็อง นาที 29
แต่พอกลับมาเล่นครึ่งหลัง สถานการณ์ของ ชาลเก เริ่มจะดูดีขึ้น เมื่อมาตามตีเสมอได้สำเร็จ จาก เอดู นาที 47 และ อิวาน ราคิติช นาที 52 แต่ช่วง 10 นาทีสุดท้าย ความหวังคว้าสามแต้มของทีมเยือนก็ต้องพังทลายลง เมื่อเจ้าบ้านมายิงสองลูกรวดจาก ฮันโน บาลิตช์ นาที 80 และ ยา โกน็อง เบิ้ลลูกที่สองของตัวเองในช่วงทดเวลา ช่วยให้ ฮันโนเวอร์ เบียดเอาชนะ ชาลเก ไปได้ 4-2
สรุปตารางคะแนนในกลุ่มลุ้นแชมป์ หลังจบโปรแกรมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ปรากฏว่า บาเยิร์น มิวนิก ยังคงนำเป็นจ่าฝูงต่อไป ด้วยการมี 60 แต้ม จากการลงเล่น 30 นัด อันดับสองเป็น ชาลเก ที่แข่งเท่ากัน มีอยู่ 58 คะแนน และอันดับสาม ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน มี 54 คะแนน
สรุปผลฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมนี เมื่อวันที่ 10 เม.ย.
ฮันโนเวอร์ 4-2 ชาลเก
แฮร์ธา เบอร์ลิน 0-1 สตุตการ์ท
ฮอฟเฟนไฮม์ 0-2 โคโลญจน์
ไมนซ์ 1-0 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
แวร์เดอร์ เบรเมน 4-0 ไฟร์บวร์ก
ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน 1-1 บาเยิร์น
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ผีเจ๊าศึกกุหลาบ ชวดแซงสิงห์ ไล่หลังแต้มเดียว
"ปิศาจแดง" แมนฯยู ทำโอกาสแซงขึ้นเป็นจ่าฝูง หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา หลังทำได้แค่บุกไปเสมอ แบล็กเบิร์น 0-0 ส่งผลให้ยังรั้งเพียงแค่อันดับที่สองต่อไป ด้วยการมีแต้มตามหลัง เชลซี อยู่หนึ่งคะแนน...
ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. เกม "สงครามกุหลาบ" ที่ทีม "กุหลาบไฟ" แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส เฝ้ารังอีวูด ปาร์ค พบศึกหนักกับทีมรองจ่าฝูง "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเกมนี้ทีมเยือนที่หากชนะก็จะขึ้นแซง เชลซี เป็นจ่าฝูงทันที ปรากฏว่า ไม่มีชื่อของ เวย์น รูนีย์ ดาวยิงตัวเก่งตามคาด หลังบาดเจ็บจากเกมแชมเปียนส์ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
เริ่มเกมมาแค่ 4 นาที เป็นฝั่ง แบล็กเบิร์น มีโอกาสก่อน สตีเวน เอ็นซอนซี ยิงนอกเขตโทษ หลุดเสาซ้ายมือไป ขณะที่นาที 8 วินเซนโซ เกรลลา เปิดให้ คริสโตเฟอร์ แซมบา โหม่งไปเข้ามือ เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์
จากนั้น แมนฯยู เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้ นาที 25 จังหวะทำเกมขึ้นลุยทางฝั่งขวาของ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ก่อนที่ เฟเดริโก มาเคดา จะเป็นคนจ่ายบอลจังหวะสุดท้ายให้ปีกเอกวาดอร์ หลุดเข้าเขตโทษ ไปอัดมุมแคบติดเซฟ พอล โรบินสัน แล้วต่อมานาที 29 นานี มีจังหวะดึงบอลหลอกแนวรับเจ้าบ้าน ก่อนหาโอกาสซัดนอกเขตโทษ ระยะ 25 หลา บอลเหินโด่งออกหลังไป
จากนั้นนาที 33 นานี เป็นคนสับไกให้ทีมเยือนได้ลุ้นอีกครั้ง เมื่อปั้มบอลชนะกองหลังแบล็กเบิร์น ตรงหน้าเขตโทษ ก่อนแตะหาจังหวะปั่นบอลโค้ง หลุดเสาขวามือไป แล้วช่วงท้ายครึ่งแรกนาที 43 แมนฯยู พลาดโอกาสทองที่จะได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ไหลให้ วาเลนเซีย พลิกหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงในเขตโทษ แต่ยังติดตัว โรบินสัน ที่ล้มตัวใช้ขาเซฟเอาไว้ได้ ก่อนจบครึ่งแรก แบล็กเบิร์น ยังคงเสมอกับ แมนฯยู 0-0
กลับมาเล่นครึ่งหลังนาที 60 นานี ได้โอกาสซัดฟรีคิกระยะ 25 หลา ก่อนยิงบอลหลุดคานบนไปแบบได้ลุ้น แล้วอีก 3 นาทีต่อมา ดาร์รอน กิ๊บสัน ได้ยิงไกลของถนัด แต่เที่ยวนี้ซัดบอลเลียดหลุดเสาซ้ายมือไปแบบไม่ได้ลุ้น
จากนั้นนาที 67 นานี ได้เปิดฟรีคิกจากกราบขวา ฟิล โจนส์ โหม่งสกัดไม่ดี บอลตกใส่เท้า เบอร์บาตอฟ หาจังหวะยิงติดบล็อกแนวรับเจ้าบ้าน แล้วบอลทะลักมาเข้าทาง กิ๊บสัน หวดสวนตูมเดียว บอลไม่เข้ากรอบหลุดออกหลังไป
ทีมเยือนยังเป็นฝ่ายครองเกมหาโอกาสลุ้นประตูได้ตลอด นาที 74 นานี ได้เปิดบอลจากกราบซ้าย ลุ้นไปหน้าประตูถึง วาเลนเซีย ที่รออยู่ แต่ถูก ชิเวต์ เบียด เลยหาจังหวะยิงไม่ได้ ขณะที่นาที 80 พอล สโคลส์ วางบอลเข้าเขตโทษ ไปที่ แกรี เนวิลล์ โหม่งชงจากเสาไกลกลับมากลางประตู ให้ เบอร์บาตอฟ ได้วางเท้ายิงเน้นๆ แต่ซัดไปตรงตัว โรบินสัน อีก
ช่วงท้ายนาที 83 เนวิลล์ ทุ่มบอลไปหน้าประตู แล้วกองหลังแบล็กเบิร์น ขึ้นโหม่งชนกันเอง บอลไปถึง เบอร์บาตอฟ ได้เอี้ยวตวัดยิงทันที แต่บอลหลุดเสาซ้ายมือไป แล้วอีกนาทีเดียวต่อมา เป็นโอกาสโต้กลับของเจ้าบ้าน เอล -ฮัดจิ ดิยุฟ พาบอลขึ้นมาหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนตัดสินใจซัดเอง ไปติดบล็อกแนวรับทีมเยือนออกข้าง ขณะที่นาที 88 ทีมกุหลาบไฟ เกือบได้เฮ เมื่อ ดิยุฟ ไหลบอลให้ สตีเวน เอ็นซอนซี ได้จับบอล ก่อนหาโอกาสซัดในเขตโทษ แต่กองหลังทีมผีแดงยังปราดเข้ามาบล็อกไว้ได้ทันเวลา
ช่วงทดเวลานาทีที่ 3 ทีมเยือนได้ลุ้นครั้งสุดท้าย นานี ตักบอลเข้าเขตโทษให้ สโคลส์ แต่จังหวะพักบอลโดนแนวรับเจ้าบ้านเข้ามาอัด บอลทะลักมาถึง เนวิลล์ หวดสวนด้วยซ้าย บอลหลุดเสาขวามือออกไป ขณะที่ช่วงที่เหลือ ทั้งสองทีมต่างทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม แบล็กเบิร์น เสมอ แมนฯยู 0-0 ทำให้ "ปิศาจแดง" เก็บได้เพียงแค่แต้มเดียว ชวดโอกาสแซง เชลซี ขึ้นไปนั่งแท่นจ่าฝูง จากการลงสนาม 34 นัด มี 73 คะแนน ตามหลังทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" แต้มเดียว ขณะที่มีโปรแกรมอยู่ในมือเหลืออีกเพียงแค่ 4 นัด ส่วน แบล็กเบิร์น รั้งที่ 11 มี 43 คะแนน
รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
แบล็กเบิร์น : พอล โรบินสัน, ฟิล โจนส์, คริสโตเฟอร์ แซมบา, กาเอล ชิเวต์, มิเชล ซัลกาโด, สตีเวน เอ็นซอนซี, วินเซนโซ เกรลลา, นิโกลา คาลินิช, มอร์เทน กัมส์ พีเดอร์เซน, มาร์ติน โอลเซน, เบร็ด เอเมอร์ตัน
แมนฯยู : เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์, เนมันยา วีดิช, ริโอ เฟอร์ดินานด์, จอห์น โอเชีย, แกรี เนวิลล์, ไรอัน กิกส์, พอล สโคลส์, นานี, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, เฟเดริโก มาเคดา, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ
วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
"งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน ชวดสามแต้มแบบน่าโมโหตัวเอง หลังปล่อยให้ ฟิออเรนตินา ไล่ตีเสมอ 2-2 จนเก็บแต้มติดมือได้แค่แต้มเดียว ขณะที่ ปาร์มา ฟอร์มเยี่ยม บุกอัด นาโปลี 3-2... ศึกฟุตบอล กัลโช
“มัจฉานำ้เงิน” ศรีราชา เอฟซี ผลงานยังร้อนแรงต่อเนื่อง เมื่อบุกเอาชนะ ปราจีนบุรี 2-1 เก็บสามแต้มพร้อมกับนำเป็นจ่าฝูง ศึกฟุตบอล ไทยลีก ดิวิชั่น 1 ต่อไป...
ฟุตบอลไทยลีก ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2010 เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเตะกัน 4 คู่ 4 สนาม ปรากฏผลดังนี้ ที่สนามกีฬากลาง จ.ปราจีนบุรี “มัจฉานำ้เงิน” ศรีราชา เอฟซี บุกไปเอาชนะ ปราจีนบุรี 2-1 โดยได้ประตูจาก วาเนรี ซานู นาทีที่ 36 และ ธงชัย รัฐไชย นาทีที่ 81 ส่วนปราจีนบุรี ได้จาก ธนะศักดิ์ สีใส นาทีที่ 50
ขณะที่สนามเทศบาลตำบลนาทวี จ.สงขลา ทีม “วัวชน” สงขลา เอฟซี ชนะ จุฬา ยูไนเต็ด 2-1 โดยเจ้าถิ่นได้ประตูจาก การซัดจุดโทษของ นันเวศ จันทร์อุทัย ในนาทีที่ 45 และ วิทวัส เอี่ยมรัมย์ นาทีที่ 55 ส่วน จุฬาฯ ได้จาก กิตติศักดิ์ ปิ่นทอง นาทีที่ 75 ส่วนที่สนาม ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน “หมูป่าเขี้ยวตัน” นครปฐม เอฟซี ปิดรังไล่ถล่ม อาร์แบคมิตรภาพ เอฟซี ขาดลอย 3-0 จากการซัลโวของ ภูวดล สุวรรณชาติ นาทีที่ 17 วิมล จันทร์คำ นาทีที่ 21 และ ธนากร ขำโขมะ นาทีที่ 27
ที่สนามกีฬากลาง จ.ขอนแก่น “ไดโนเสาร์พิฆาต” ขอนแก่น เอฟซี แพ้คาบ้านให้กับ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด 1-2 โดยทีมจรวดทัพฟ้า ผู้มาเยือนได้ประตูจากการเหมายิง 2 ลูกของ พรชัย อาจจินดา นาทีที่ 40 และ 62 ส่วน ขอนแก่น ได้คืนในช่วงท้ายเกมจาก สุรชาติ สิงห์โห่ง นาทีที่ 80
สรุปคะแนนฟุตบอล ดิวิชั่น 1 ล่าสุด ศรีราชา เอฟซี ลงเตะไป 5 นัด มี 13 แต้ม นำเป็นจ่าฝูงของตาราง ตามมาด้วยอันดับที่ 2 แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด เตะ 4 นัดชนะรวดมี 12 แต้ม อันดับที่ 3 นครปฐม เตะ 4 นัดมี 8 แต้ม (ได้ 7 เสีย 3) อันดับ 4 สงขลา เตะ 5 นัด มี 8 แต้ม (ได้ 7 เสีย 5) อันดับ 5 ขอนแก่น เอฟซี เตะ 4 นัด มี 7 แต้ม
ส่วนการแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาค “ดิวิชั่น 2” ประจำปี 2553 เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา มีฟาดแข้งกันครบทั้ง 5 ภาคทั่วประเทศ ผลปรากฎดังนี้ โซนภาคเหนือ เชียงใหม่ เอฟซี เสมอ แพร่ ยูไนเต็ด 0-0 แต่ เชียงใหม่ ที่เตะไปแล้ว 9 นัด มี 22 แต้ม ยังคงนำเป็นจ่าฝูง นครสวรรค์ เอฟซี เสมอ ตาก เอฟซี 2-2 เชียงราย เอฟซี แพ้คาบ้านให้กับ สิงห์บุรี เอฟซี 2-3 และ เพชรบูรณ์ เอฟซี ชนะ กำแพงเพชร เอฟซี ทีมบ๊วย 3-1
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บุรีรัมย์ เอฟซี คว้าชัย 8 นัดรวด โดยล่าสุดถล่มเอาชนะ กาฬสินธิ์ุ เอฟซี ขาดลอย 5-0 เก็บเพิ่มเป็น 24 แต้ม นำโด่งเป็นจ่าฝูง สกลนคร เอฟซี เฉือนชนะ อุบล ไทเกอร์ เอฟซี 1-0 ชัยภูมิ ยูไนเต็ด เสมอ เลย ซิตี้ 1-1 และ มหาสารคาม เสมอ หนองบัวลำภู เอฟซี 0-0
ด้านโซนภาคกลางและตะวันออก เมืองกาญจน์ เอฟซี ยังคงยึดบัลลังค์จ่าฝูงต่อไป หลังเล่นในบ้านเอาชนะ ระยอง เอฟซี ผู้มาเยือน ไปได้ 3-1 เก็บเพิ่มเป็น 20 แต้มจาก 9 นัด นำเป็นอันดับที่ 1 ของตาราง สมุทรสาคร เอฟซี ชนะ เพชรบุรี เอฟซี 2-1 นครนายก เอฟซี เสมอ สมุทรปราการ เอฟซี 1-1 และทีมบ๊วย สระแก้ว ยูไนเต็ด เพิ่งได้แต้มแรกจาก 9 นัดที่ลงสนาม จากการเสมอ ฉะเชิงเทรา เอฟซี 0-0
ภาคใต้ จ่าฝูง เอฟซี ภูเก็ต ปราชัยเป็นนัดแรก โดยบุกไปพ่ายให้กับ ตรัง เอฟซี 1-2 แต่ยังคงนำเป็นที่ 1 ต่อไป โดยมี 18 แต้ม จาก 9 นัด ขณะที่ ตรัง ลงเตะ 8 นัดมี 17 คะแนน ตามมาเป็นอันดับ 2 ยะลา เอฟซี เสมอ สตูล ยูไนเต็ด 0-0 และ สุราษฎร์ เอฟซี ชนะ พังงา เอฟซี 2-0 ส่วนโซนกรุงเทพ ปริมณฑล มีเตะกันแค่ 2 คู่ วิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เสมอ ม.เกษมบัณฑิต 1-1 และ บางกอก เอฟซี ชนะ นอร์ท เซ็นทรัล 3-1
วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
'งูใหญ่' เซ็ง ม่วงไล่ยัน2-2, ปาร์มา ฟอร์มแจ๋ว
ศึกฟุตบอล กัลโช ซีรีเอ อิตาลี เมื่อวันที่ 10 เม.ย. มีทำการแข่งขันกันสองคู่ เกมสำคัญอยู่ที่เกมที่ทีมจ่าฝูง "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน ต้องออกไปเยือนสนามสตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี ของ "ม่วงมหากาฬ" ฟิออเรนตินา โดยสถานการณ์ล่าสุด ลูกทีมของ โจเซ มูรินโญ กำลังกดดันหนัก และต้องการสามคะแนนอย่างมาก จากที่โดน โรมา ทีมอันดับสอง ไล่จี้ติดห่างเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น
แถมเกมนี้ ต้องบอกว่่า อินเตอร์ เริ่มเกมมาผิดแผนอีกต่างหาก เมื่อโดน ฟิออเรนตินา เจาะตาข่ายได้ตั้งแต่เพียงแค่ 11 นาทีแรกของเกม จากที่ จานลูกา โคม็อตโต เติมขึ้นมาเปิดบอลให้ เคียร์ริสัน ซัดเข้าไปให้เจ้าถิ่นขึ้นนำ
อินเตอร์ หลังเสียประตู จำเป็นต้องตีคืน เพื่อหาโอกาสลุ้นสามคะแนนให้ได้ จนมาสำเร็จในช่วงครึ่งหลังนาที 74 ไมคอน แบ็กจอมบุกทีมชาติบราซิล เติมขึ้นมาครอสให้ ดีเอโก มิลิโต ยิงตีเสมอเข้าไป แล้วจากนั้นนาที 81 ทีมจ่าฝูงยิ่งได้ใจ มาริโอ บาโลเตลลี ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง เปิดบอลให้ ซามูแอล เอโต ยิงให้ทีมขึ้นนำ 2-1
อย่างไรก็ตาม ดีใจได้เดี๋ยวเดียว ฟิออเรนตินา ก็มายิงตีคืนได้ทันควันในอีกนาทีเดียวต่อมา เพอร์ โคลดรุป แนวรับชาวเดนมาร์ก เติมขึ้นมายิงให้ทีมไล่เป็น 2-2 ก่อนจบเกมไปด้วยสกอร์ดังกล่าว ทำให้ อินเตอร์ มิลาน เก็บเพิ่มได้แค่แต้มเดียว ต้องรอลุ้นผลของ โรมา ซึ่งหากเอาชนะได้ ก็จะแซงขึ้นไปเป็นทีมนำบนตารางทันที ส่วน ฟิออเรนตินา อยู่ที่ 8 มี 46 แต้ม
ขณะที่อีกหนึ่งคู่ "อัซซูรา" นาโปลี เล่นในบ้านพลิกพ่าย ปาร์มา 2-3 โดยเกมนี้เจ้าถิ่นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 3 จาก ฟาบิโอ กวายาเรลลา ก่อนที่ทีมเยือนจะมายิงแซงสองลูกรวด ขึ้นนำเป็น 2-1 จาก ลูกา อันโตเนลลี นาที 63 และ อเลสซานโดร ลูคาเรลลี นาที 69
จากนั้นนาที 78 มาเร็ค ฮัมซิค ก็มายิงตีเสมอให้เจ้าบ้านเป็น 2-2 จากนั้นเกมดูเหมือนจะจบด้วยการเสมอกันไปอยู่แล้ว แต่นาที 86 ก็มามีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้น เมื่อ กวายาเรลลา โดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม แล้วอีกเพียงนาทีเดียวต่อมา ปาร์มา ที่ตัวผู้เล่นเยอะกว่า ก็ฉวยความได้เปรียบยิงประตูชัยไปได้ในที่สุดจาก หลุยส์ ฆิเมเนซ ช่วยให้ ปาร์มา บุกชนะ นาโปลี 3-2
หลังจบเกมนี้ ปาร์มา จะขยับขึ้นทีเดียวสองอันดับ มาอยู่ที่ 9 จากการลงเล่น 33 นัด มี 46 แต้ม ส่วน นาโปลี ยังรั้งที่ 6 เหมือนเดิม จากการมีอยู่ 49 แต้ม